UFABETWIN

UFABETWIN แม็ค ไกวร์ทำได้ดีสำหรับทีมชาติอังกฤษเขาไม่ใช่กองหลังที่แย่และไม่ใช่กองหลังที่เก่ง เขาแค่เฉพาะเจาะจงมากเท่านั้น

UFABETWIN แม็ค ไกวร์ทำได้ดี สำหรับทีมชาติอังกฤษ เขาไม่ใช่กองหลังที่แย่ และไม่ใช่กองหลังที่เก่ง

UFABETWIN แม็ค ไกวร์ทำได้ดี สำหรับทีมชาติ อังกฤษ การ โต้เถียงของแม็ค ไกวร์ ยังคงดัง ก้อง ผมได้ดูเกือบทุกนัดที่เขาเล่นในช่วงสามปี ที่ผ่านมา เขาไม่ใช่กองหลัง ที่แย่และไม่ใช่กองหลังที่เก่ง เขาแค่เฉพาะเจาะจง มากเท่านั้น ข้อบกพร่อง ของเขาชัดเจน เขาช้าและเจ็บปวดมาก สำหรับผู้เล่นในพรีเมียร์ลีก เขายังเฉยเมย เกินไป เมื่อถูกกดและถูกลากออก จากตำแหน่งง่ายเกินไป

คุณสมบัติของเขา ยังชัดเจน เขาเป็นการจ่ายบอลที่ดี เล่นได้ดีกับ โหม่งเกมรับ และเกมรับ และสามารถจัด แนวรับได้เพียงพอ เขาเชี่ยวชาญ ในการเป็นเซ็นเตอร์แบ็ค ในการนำบอลเข้าสู่มิดฟิลด์ เมื่อตัวเลือก การจ่ายบอล ของเขาถูกทำเครื่องหมายไว้ และทำได้ดีทีเดียว ในการสกัดกั้น/สกัดกั้น ในกรอบเขตโทษ

UFABETWIN

จากคุณสมบัติข้างต้น เขามักจะดูแย่ ในระบบที่มีแบ็ค 4 แนวรับสูง และมิดฟิลด์มิดฟิลด์น้อย ในขณะที่ลักษณะเดียวกันนี้ทำให้เขา ค่อนข้างเหมาะกับระบบ ที่มีแบ็ค 5 ตัว กองหลังที่ว่องไว ทั้งสองข้าง และมิดฟิลด์ตัวลึก 2 ตัว การที่แมนฯ ยูไนเต็ดเล่น ในระบบเดิมและทีมชาติ อังกฤษอย่างหลัง มันสมเหตุสมผล แล้วที่เขาจะลงเป็นตัวจริง ให้เซาธ์เกต ไม่ใช่สำหรับเท็น ฮาก เขาน่าจะโอเคสำหรับ เชลซีภายใต้ทูเคิ่ล ในฐานะตัวแทน ระยะยาวของซิลวา

ถ้าอังกฤษต้อง การย้ายไปเล่นแบ็ค 4 หรือ แม้แต่ระบบแบ็ค 5 ที่ก้าวหน้ากว่านี้ เขาก็ต้อง รับผิดชอบ แต่เมื่อพิจารณาถึงผลลัพธ์เมื่อลองเล่นใน ฉันไม่คิดว่ามันน่าจะเป็นไปได้ ในกรณีนี้เขาเหมาะ กับบทบาทนั้นมากกว่า กองหลังทีมชาติอังกฤษคนอื่น ๆ นี่ไม่ใช่ข้อกล่าวหาที่ดี ในการปกป้อง ภาษาอังกฤษ ฉันเห็นด้วย แต่นั่นคือสิ่ง ที่เราอยู่ในขณะนี้
เดฟ, แมนเชสเตอร์

อังกฤษ 4-3-3? ฉันต้องไม่เห็นด้วย กับสิ่งที่แมทธิว กล่าวในกล่องจดหมาย ตอนเช้าเพราะฉันคิดว่า มันค่อนข้างขัดแย้ง

อย่างแรกเลย ‘สิ่งที่เราหวังไว้’ นั้นค่อนข้าง เกรงใจใช่ไหม? อาจเป็นไปได้ด้วยซ้ำว่า ไม่ใช่ทุกคน ที่เห็นด้วย กับบรรทัดนี้ ประการที่สอง ผู้เล่นตัวจริงดูเหมือน 433 อย่างน่าสงสัย สำหรับฉัน

UFABETWIN

ฉันเห็นด้วยกับพิกฟอร์ด และชิลเวลล์ ก็น่าจะยุติธรรม แม้ว่าคนใดคนหนึ่ง หรือชอว์ จะต้องตอกย้ำ จุดยืนสำหรับสโมสรของพวกเขา มิฉะนั้นเราอาจลงเอย ด้วยทริปเปียร์ ซึ่งฉันเห็นด้วย ว่าไม่ใช่รูปลักษณ์ที่ดี ไดเออร์และโทโมริ เหนือแมกไกวร์และสโตนส์? ประพฤติ. ‘ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง’ ของคู่หลังเป็นเหตุว่าทำไมพวกเขาจึงควรเริ่มต้น ! ฉันไม่ได้บอกว่าพวกเขา ไม่มีข้อผิดพลาด แต่พวกเขาเป็น แกนนำของทีมที่ทำผลงาน ได้ดีมากในทัวร์นาเมนต์ ใหญ่สองรายการล่าสุดของเรา วอล์คเกอร์หรือเจมส์ สำหรับ พอใจกับทั้งสองอย่างที่ยอดเยี่ยม และในขณะที่ ก็ยอดเยี่ยม เช่นกัน ดูเหมือนว่าเขา จะมีความยืดหยุ่นทาง แทคติกน้อย กว่าอีกสองคน ดังนั้นหนึ่งในนั้น ควรได้รับการ พยักหน้า

ไรซ์, เบลลิงแฮม และ เมาท์ น่าจะเป็นกองกลางที่ดี ไม่มี การโต้เถียงกันจริง ๆ แม้ว่าคุณจะแนะนำอย่างจริงจัง ว่าเรามีไดเออร์ และโทโมริเป็น เริ่มต้นของเรา ก็จำเป็นต้องมีสองเดือย! สามหน้าของสเตอร์ลิง, เคน และซาก้า ค่อนข้างอร่อย โดยส่วนตัวแล้ว ผมว่าโฟเดนมากกว่าซาก้า แต่เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า ซาก้าจะเป็นตัวเลือกที่มีคุณภาพ (จริงๆ แล้วไม่ได้มองในแง่บวกเกินไป สำหรับซานโช กับตัวเลือกอื่น ๆ ทั้งหมดเหล่านี้ ! แม้ว่าแรชฟอร์ด จะเป็นได้ก็ตาม กองหน้าสำรองของ เราถ้าเขา ยังคงเริ่มต้นฤดูกาลได้ดี)

โดยรวมแล้ว ฉันไม่คิดว่า มันง่าย ที่จะพูดว่าทุกคนต้อง การรายชื่อผู้เล่น ตัวจริงของคุณ และฉันจะพูดได้ว่า มีตัวเลือก/คำอธิบายแปลก ๆ มากกว่าสอง สามตัวเลือก! แจ็ค (ฟุตบอลโลก กลางฤดูกาล เป็นเรื่องตลกที่สุด) แมนเชสเตอร์

UFABETWIN

UFABETWIN

UFABETWIN ซน คีซอง : นักวิ่งเหรียญทองโอลิมปิกเกาหลีที่ต้องลงแข่งในนามญี่ปุ่นอย่างขมขื่น

“มันคือความอัปยศอดสูอย่างเหลือทน” ซน คีซอง กล่าว

8 สิงหาคมเมื่อ 86 ปีก่อน ซน คีชอง สร้างประวัติศาสตร์ คว้าเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกในการแข่งขันวิ่งมาราธอนให้ญี่ปุ่น ในศึกเบอร์ลิน 1936

มันควรจะเป็นความชื่นมื่นแต่กลับเป็นความขมขื่นสำหรับ ซน เพราะเขาไม่ได้เป็นคนญี่ปุ่นแต่เป็นคนเกาหลี ชาติที่โดนญี่ปุ่นรุกรานและยึดครองในตอนนั้น

นักวิ่งจากอาณานิคม

ซน คีชอง ต้องพบกับชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้มาตั้งแต่เกิด เมื่อตอนที่เขาลืมตาดูโลกในปี 1912 เกาหลีบ้านเกิดของเขา ได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิญี่ปุ่นที่เข้ายึดครองคาบสมุทรเกาหลีมาตั้งแต่ปี 1910

ในช่วงเวลานั้น ชาวเกาหลี รวมถึงซนต้องเผชิญกับการกดขี่ รวมถึงความพยายามกลืนชาติจากผู้รุกราน ทั้งการถูกบังคับให้เรียนแต่ภาษาญี่ปุ่นในโรงเรียนไปจนถึงต้องเปลี่ยนมาใช้ชื่อญี่ปุ่น

 

 

แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่สามารถหยุดยั้งพรสวรรค์ในการเป็นนักวิ่งในตัวซนได้ หลังจากเขาเริ่มฉายแววมาตั้งแต่สมัยเรียนจากการที่เขามักจะไปท้าวิ่งแข่งกับเพื่อนที่ปั่นจักรยานอยู่เสมอ

จนกระทั่งวันหนึ่งโอกาสของซนก็มาถึง เมื่อการท้าวิ่งกับจักรยานของเขาไปเข้าตาครูของโรงเรียน และครูก็มองว่าหากซนได้รับการฝึกซ้อมอย่างดีเขาน่าจะมีอนาคตไกล จึงได้ตัดสินใจส่งเขาไปเรียนต่อที่โซล

และมันก็ทำให้ซนได้พบกับโค้ช อี ซุนอิล ที่ฝึกฝนเขาอย่างหนัก ด้วยการให้วิ่งไปพร้อมกับก้อนหินที่ผูกไว้ข้างหลัง หรือเอาทรายใส่กระเป๋าทั้งสองข้างที่จะทำให้เขาแข็งแกร่งและอึดขึ้น

การสอนของโค้ชเป็นไปด้วยดีและทำให้ซนมีฝีเท้าที่พัฒนาขึ้น เขาเริ่มจากการวิ่ง 1,500 เมตรและ 5,000 เมตร ก่อนจะเปลี่ยนมาวิ่งระยะไกล หลังเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งในระยะ 8 ไมล์ในปี 1933

หลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นนักวิ่งที่น่าจับตาภายในจักรวรรดิญี่ปุ่น หลังชนะการแข่งขันมาราธอนถึง 9 ครั้งจาก 12 ครั้ง ในระหว่างปี 1933-1936 รวมถึงโตเกียว มาราธอน ในปี 1935 ที่เขาทำลายสถิติโลกของ ฮวน คาร์ลอส ซาบาลา เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก 1932 ด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 26 นาที 42 วินาที

 

ในปี 1936 ผลงานของซนก็ยังไม่แผ่ว เขาวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 3 ในรอบคัดเลือกโอลิมปิก 1936 และทำให้เขาได้สิทธิ์ ไปแข่งมาราธอนร่วมกับเพื่อนชาวเกาหลีอย่าง นัม ซุงยอง และ ทามาโอะ ชิวาคุ ที่เบอร์ลิน

มันน่าจะเป็นความตื่นเต้นและความยินดีกับการได้ไปโชว์ฝีเท้าในโอลิมปิกเป็นครั้งแรกในชีวิตกับการแข่งขันที่ญี่ปุ่นไม่เคยได้เหรียญทองมาก่อน ทว่ามันกลับจบลงด้วยความขมขื่น

ลงแข่งในนามของศัตรู

แม้ว่าจะได้ไปวิ่งมาราธอนในโอลิมปิก แต่ ซน และ นัม ก็ต้องลงแข่งในนามของญี่ปุ่น ชาติที่รุกรานและยึดครองบ้านเกิดของพวกเขา แถมยังต้องเปลี่ยนมาใช้ชื่อญี่ปุ่นในการแข่งขัน โดย ซน ใช้ชื่อว่า คิเตอิ ซน ส่วน นัม คือ โชริว นัน

มันทำให้ซนพยายามประท้วงในสิ่งนี้ตลอดเวลาที่เขาอยู่ที่เบอร์ลิน เขามักจะบอกว่าเขาไม่ใช่คนญี่ปุ่น รวมถึงเซ็นชื่อตัวเองด้วยอักษรเกาหลี พร้อมวาดภาพคาบสมุทรเกาหลี (บางแหล่งข้อมูลระบุว่าเป็นธงเกาหลี) ไว้ข้างลายเซ็น

 

แต่ซนก็หนีมันไม่พ้น เมื่อสุดท้ายเขาต้องลงแข่งภายใต้ธงอาทิตย์อุทัยของศัตรู ในวันที่ 9 สิงหาคม 1936 ที่เริ่มออกสตาร์ทที่ โอลิมปิก สเตเดียม ในกรุงเบอร์ลิน เวลา 15:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

 

ในช่วงแรกทุกคนดูเหมือนจะเก่งกว่าเขา โดยเฉพาะ ซาบาลา แชมป์เก่าเมื่อ 4 ปีก่อนที่ออกนำซนไปถึง 3 ไมล์ หรือราว 90 วินาที ทำให้นักวิ่งเลือดเกาหลีพยายามไล่ตาม แต่ก็มาถูกเบรกจาก เอร์เนส ฮาร์เปอร์ นักวิ่งชาวอังกฤษ

“ทำใจให้สบาย ปล่อยให้ซาบาลาวิ่งให้เหนื่อย” ฮาร์เปอร์ บอกกับซน

 

UFABETWIN

 

แม้ว่าซนจะพูดอังกฤษไม่ได้แต่เขาก็เข้าใจในสิ่งที่ฮาร์เปอร์สื่อ และทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจวิ่งไปด้วยกัน ซึ่งก็เป็นไปอย่างที่ฮาร์เปอร์ คาดไว้ เมื่อในไมล์ที่ 19 ซาบาลาเหนื่อยจนโซซัดโซเซและล้มลงจนต้องออกจากการแข่งขัน

 

“ผมมั่นใจว่าผมจะชนะ แต่ตอนที่ออกสตาร์ทผมเห็นนักวิ่งเก่ง ๆ วิ่งผ่านผมไป หลังจากผ่าน 10 กิโลเมตรแรกผมก็เริ่มเห็นพวกเขาออกจากการแข่งขัน ผมเลยคิดว่า ‘บางทีผมอาจจะชนะการแข่งขันครั้งนี้'” ซน เมื่อปี 1988

หลังจากนั้นในช่วง 2 ไมล์สุดท้ายซนก็ขึ้นมาเป็นผู้นำ โดยมีฮาร์เปอร์ตามมาห่าง ๆ ก่อนที่สุดท้ายเขาจะเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 29 นาที 19 วินาที โดยมีฮาร์เปอร์เป็นที่ 2 ตามหลังเขาอยู่ 2 นาที และนัมเพื่อนร่วมชาติของเขาเป็นที่ 3

 

“ตลอด 4 ปีผมฝึกซ้อมมาเพื่อเป้าหมายนั้น ถ้าผมแพ้ 4 ปีที่ผ่านมามันคงสูญเปล่า ความพอใจแบบนั้นเป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับคนที่ไม่เคยอยู่ในสถานการณ์นั้นจะเข้าใจ มันคือการแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ระดับชาติสำหรับผม และผมก็ชนะ” ซน อธิบายต่อ

การเข้าเส้นชัยเป็นที่ 1 ไม่เพียงทำให้ซนคว้าเหรียญทองเท่านั้น แต่มันยังทำให้เขาเป็นนักวิ่งจากญี่ปุ่นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้เหรียญทองมาราธอนในโอลิมปิก

 

อย่างไรก็ดีความรู้สึกอิ่มเอมก็อยู่กับเขาได้ไม่นาน

เหรียญทองที่แสนเศร้า

หลังจากการแข่งขัน ซนก็ได้ขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุดของโพเดียมและได้รับเหรียญทองไปคล้องคอ ทว่าในช่วงของการบรรเลงเพลงชาติซึ่งมักจะเป็นช่วงเวลาที่ภาคภูมิใจที่สุดของนักกีฬา เขากลับก้มหน้าและมีแววตาที่โศกเศร้า

ซนบอกภายหลังในหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองว่ามันคือช่วงเวลาแห่ง “ความอัปยศอดสูอย่างเหลือทน” เพราะเพลงชาติและธงชาติที่ขึ้นอยู่ยอดเสาเป็นของญี่ปุ่น ชาติที่เขาพยายามบอกว่าตัวเองไม่ได้เป็นมาโดยตลอด

“ตอนที่ผมขึ้นไปยืนอยู่บนแท่นและเพลงชาติบรรเลงพร้อมกับเชิญธงขึ้น มันเป็นตอนที่ผมรู้สึกเสียใจกับคนที่ไม่มีประเทศ นั่นคือผม คนเกาหลีที่ชนะการแข่งขันภายใต้ธงชาติและเพลงชาติของญี่ปุ่น” ซน ย้อนความหลัง

 

เขายิ่งปวดใจเมื่อเห็นฮาร์เปอร์ที่ได้เหรียญเงินมองไปที่ธงของสหราชอาณาจักรอย่างภาคภูมิใจ แล้วย้อนกลับมาคิดว่าทำไมบ้านเกิดของเขาอย่างเกาหลีจึงไม่มีโอกาสอย่างนี้บ้าง

“สำหรับตัวผมทั้งที่อันดับ 3 ก็เป็นคนเกาหลีเหมือนกัน แต่พวกเราต่างก้มหัวลง เรากำลังร้องไห้ มันไม่ใช่เพราะชัยชนะแต่เป็นน้ำตาแห่งความโศกเศร้าและความคับข้องใจที่มันไม่ใช่ชัยชนะของเรา” ซน กล่าวต่อ

 

แต่ซนก็ไม่ได้ยอมแพ้ เขาพยายามใช้ความสำเร็จนี้เป็นเครื่องมือในการประท้วงญี่ปุ่น โดยเฉพาะการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ว่า เขาเป็นคนเกาหลีไม่ใช่ชาวญี่ปุ่น แต่ผู้ดูแลกลับปฏิเสธที่จะแปลในสิ่งที่เขาพูด

“ซนตระหนักดีถึงแนวคิดของการถูกยึดครองจากต่างชาติ และเขาก็พยายามจะพูดเรื่องนี้ในการแถลงข่าว” เดวิด วอลเลชินสกี นักประวัติศาสตร์โอลิมปิก

เขายังพยายามที่จะสื่อว่าการรุกรานของญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม ตอนที่แถลงข่าวกับสื่อ ด้วยการเน้นคำว่า “ยึดครอง”  ในตอนที่ตอบคำถามถึงเบื้องหลังของความสำเร็จของเหรียญทองประวัติศาสตร์

“ร่างกายของมนุษย์สามารถทำอะไรได้มากทีเดียว จากนั้นหัวใจและจิตวิญญาณจะเข้ามายึดครอง” นี่คือประโยคที่ซนบอกกับสื่อ

 

UFABETWIN

 

อย่างไรก็ดีการคว้าเหรียญทองในโอลิมปิกของซนก็ได้สร้างความภูมิใจให้แก่ชาวเกาหลี โดยหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์รายวันของเกาหลีที่ยังตีพิมพ์อยู่ในปัจจุบัน ได้เอารูปของซนขึ้นหน้าหนึ่งแต่ลบธงชาติญี่ปุ่นออก

แม้ว่าการกระทำครั้งนั้นจะทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นลงโทษ ด้วยการปิดหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 9 เดือน พร้อมจับนักข่าวและผู้เกี่ยวข้องกับหนังสือพิมพ์เข้าคุกและนำไปทรมาน แต่มันก็ทำให้ชาวเกาหลีมีความหวังที่จะหลุดพ้นจากการยึดครองของญี่ปุ่น

“มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของคนเกาหลี” มุน ยุนซุค รองประธานบริษัทที่ทำสารคดีให้ SBS

“ซนทำให้เรามีความหวังที่จะเป็นอิสระ และแสดงให้เห็นว่าเราเก่งกว่าชาวญี่ปุ่น”

วีรบุรุษเกาหลี

แม้จะเป็นนักกีฬาประวัติศาสตร์ แต่ชีวิตหลังโอลิมปิกของซนกลับไม่ได้สวยหรู เมื่อเขาถูกห้ามลงแข่งวิ่งอย่างถาวรและถูกจับตามองอย่างเข้มงวด เพราะเกรงว่าจะถูกใช้เป็นเครื่องปลุกระดมชาวเกาหลีในการแยกตัวเป็นอิสระ

นอกจากนี้สถานะของเขายังถูกใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ ดึงดูดให้เด็กหนุ่มชาวเกาหลีเข้ามาเป็นทหารในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งซนบอกว่ามันคือ “ความเสียใจที่สุด” ในชีวิตของเขา

อย่างไรก็ดีหลังปี 1945 ซนก็ได้เป็นอิสระ เมื่อญี่ปุ่นกลายเป็นผู้แพ้ในสงครามโลก และทำให้คาบสมุทรเกาหลีได้รับการปลดปล่อย และทำให้ซนได้กลับเข้าสู่วงการวิ่งอีกครั้งในฐานะโค้ชของเกาหลี ชาติบ้านเกิดที่แท้จริงของเขา

ในปี 1950 ซนได้นำลูกศิษย์พร้อมด้วยธงเกาหลี ลงแข่งในบอสตัน มาราธอน ก่อนที่หลังจากนั้นจะเป็นโค้ชให้ทีมชาติเกาหลีใต้อีกถึง 42 ปี

เขายังได้เป็นสักขีพยานในโมเมนต์สำคัญที่ ฮวาง ยองโช นักวิ่งที่เขาปลุกปั้น คว้าเหรียญทองในการแข่งขันมาราธอน ในโอลิมปิก 1992 ที่บาร์เซโลน่า เนื่องจากเป็นการเบียดแย่งมาจาก โคอิจิ โมริชิตะ นักวิ่งชาวญี่ปุ่น ชาติคู่รักคู่แค้นของพวกเขา

หลังการแข่งขันฮวางได้มอบเหรียญทองเหรียญนี้ให้แก่ซนผู้มีพระคุณของเขา จนทำให้ซนถึงขั้นพูดว่า “ตอนนี้ผมสามารถตายได้โดยไม่เสียใจอะไรอีกแล้ว”

ในขณะเดียวกันชื่อของซนยังถูกจารึกไว้ในหนังสือเรียนประวัติศาสตร์เกาหลี ในฐานะผู้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศ แถมในปี 1986 เขายังได้รับการเปลี่ยนชื่อและสัญชาติให้กลับมาเป็นเกาหลีบนอนุสาวรีย์นักวิ่งมาราธอนที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

แต่ที่พิเศษที่สุดคือในปี 1988 ซนได้รับเกียรติให้เป็นผู้วิ่งคบเพลิงคนสุดท้ายในพิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิก 1988 ที่กรุงโซล และนั่นเป็นการแข่งขันที่เป็นสัญลักษณ์ว่าพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงจากการปกครองแบบเผด็จการมาเป็นประชาธิปไตยอย่างเป็นทางการ

“เขาเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง” วาเลชินสกี

“เขาวิ่งผ่านอุโมงค์พร้อมคบเพลิง และทุกคนก็รู้ว่าเขาคือใครโดยไม่ต้องบอก ช่วงเวลาดังกล่าวมีเสียงคำรามจากอัฒจันทร์ที่ดังมาก เขากระโดดขึ้นไปในอากาศ และดูเหมือนทุกคนบนนั้นมีสายสัมพันธ์เชื่อมถึงกัน”

ซน คีชอง เสียชีวิตในปี 2002 ด้วยโรคปอดอักเสบในวัย 90 ปี แต่ชื่อของเขายังคงถูกพูดถึงในฐานะ “ความภาคภูมิใจของชาติ” และได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษของคนเกาหลี ซึ่งต่างจากในญี่ปุ่นที่มีเพียงป้ายเล็ก ๆ ระบุว่าเขาคือนักวิ่งมาราธอนเหรียญทองโอลิมปิก และคนวิ่งคบเพลิงของโซล 1988 เท่านั้น

ดังนั้นสำหรับชาวเกาหลี ซน คีชอง คือตัวอย่างของการไม่ยอมจำนน แม้จะถูกกดขี่และต้องลงแข่งในนามของศัตรู แต่มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่าตราบใดที่ใจไม่ยอมแพ้ก็ไม่มีสิ่งใดที่สามารถกักขังเขาเอาไว้ได้

“ชาวญี่ปุ่นสามารถห้ามนักดนตรีไม่ให้เล่นเพลงของเรา พวกเขาสามารถห้ามนักร้องของเราไม่ให้ร้องเพลง และทำให้นักพูดของเราเงียบเสียง” ซน กล่าวเอาไว้ไม่นานก่อนเสียชีวิต

“แต่พวกเขาไม่สามารถห้ามผมจากการวิ่งได้”

UFABETWIN